รายงาน
เรื่อง ความหมายของงานวิจัยและขั้นตอนการในการทำวิจัย
เสนอ
อาจารย์ อรพิน สัจจเสนีย์
จัดทำโดย
นายกฤษดา เบ้าทอง รหัส 4622010344
นางสาวฐิภากร พรรณา รหัส 4622010353
ปวช.3/1 แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการประยุกต์คอมพิวเตอร์ในงานสถิติ 2201-2413
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548
วิทยาลัยพณิชยการบึงพระ พิษณุโลก
-------------------------------
คำนำ
รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการประยุกต์คอมพิวเตอร์ในงานสถิติ 2201-2413 ซึ่งกลุ่มของข้าพเจ้าได้จัดทำขึ้นไว้เพื่อให้ผู้ที่ศึกษามีความรู้เกี่ยวกับความหมายของการวิจัยและขั้นตอนในการทำวิจัยและรายงานเล่มนี้ก็ยังประกอบไปด้วยงานวิจัย 1 ชิ้น ซึ่งเป็นงานวิจัยที่กลุ่มของข้าพเจ้าสนใจ ก็คงจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจศึกษาไม่มากก็น้อย และถ้าหากรายงานเล่มนี้มีข้อผิดพลาดประการใด กลุ่มของข้าพเจ้าก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอขอบพระคุณครับ
นายกฤษดา เบ้าทอง
นางสาวฐิภากร พรรณนา
คณะผู้จัดทำ
-------------------------------
ใบมอบหมายงาน
การประยุกต์คอมพิวเตอร์กับงานสถิติ (2201-2413)
เรื่อง การวิจัย
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้รู้ความหมายของการวิจัย
2. เพื่อให้รู้ขั้นตอนในการทำวิจัย
3. เพื่อศึกษางานวิจัย
งานที่มอบหมาย
1. ศึกษาค้นคว้าความหมายของการวิจัย
2. ศึกษาค้นคว้าความหมายขั้นตอนในการทำวิจัย
3. ศึกษางานวิจัย โดยเลือกงานวิจัยตามหัวข้อที่นักเรียนสนใจ
วิธีการดำเนินงาน
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มตามความสมัครใจ กลุ่มละ 2 คน
2. ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าความหมายของการวิจัย
3. ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าขั้นตอนของการวิจัย
4. ให้นักเรียนเลือกงานวิจัยตามความสนใจ ศึกษาขั้นตอนการวิจัย ผลการวิจัย
5. ให้นักเรียนนำเสนอผลการศึกษา โดยใช้เวลา 5-7 นาที
6. ให้ส่งเอกสารรายงานผลการศึกษา
เกณฑ์การประเมินผล
1. ผลการศึกษาค้นคว้า 10 คะแนน
- เนื้อหาครบถ้วน สมบูรณ์
2. การนำเสนอผลงาน 10 คะแนน
- ผู้นำเสนอ เสียงดังพูดชัดเจน น่าสนใจ
- สื่อที่นำเสนอ เหมาะสม
3. เอกสารรายงานผลการศึกษา 10 คะแนน
- รูปเล่มของเอกสาร ถูกต้องตามรูปแบบ
- การพิมพ์ถูกต้องสมบูรณ์
ระยะเวลาในการดำเนินงาน
นำเสนองานพร้อมส่งเอกสารรายงาน
ผู้มอบหมายงาน
อาจารย์อรพิน สัจจเสนีย์
----------------------------
สาระการเรียนรู้
1. การวิจัย
2. ความหมายของการวิจัย
3. สรุปความหมายของการวิจัย
4. ขั้นตอนการวิจัย
- ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณ
- ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ
5. งานวิจัยที่สนใจศึกษา
6. ผลการศึกษาขั้นตอนการวิจัยการบำบัดสีของน้ำทิ้ง โรงงานย้อมผ้าโดยวิธีทางเคมีและผลการวิจัย
7. เอกสารอ้างอิง
1.การวิจัย
การวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นคว้าและพัฒนาความรู้ในศาสตร์ทุกแขนง
การวิจัยจะช่วยให้อธิบายเหตุผลในการปฏิบัติได้อย่าง เช่น วิทยาศาสตร์ ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเป็นการขยายขอบเขตความรู้ให้กว้างขว้าง
กระบวนการวิจัย ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือหลักกระบวนการแก้ปัญหา ซึ่งทุกคนได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
จึงไม่เป็นการยากที่จะเรียนรู้
2.ความหมายของการวิจัย
การวิจัย (Research) เป็นคำที่มีความหมายได้หลายรูปแบบ
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย นักวิจัยส่วนใหญ่มักให้ความหมายของการวิจัยไม่ตรงกันแต่มีความสอดคล้องกันในวิธีการหรือกระบวนการขั้นตอนของการวิจัย
ดังตัวอย่างเช่น
ตามพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันได้นิยามความหมายของการวิจัยไว้ว่า
การวิจัยหมายถึง การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบและแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
พจน์ สะเพียรชัย ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัย คือ การแก้ปัญหาที่มีระบบแบบแผนเชื่อถือได้
เครือวัลย์ ลิ้มปิยะศรีสกุล ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความจริงหรือพิสูจน์ความจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
โดยกระบวนการที่ใช้เพื่อการแสวงหาความจริงมีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ต้องเป็นการแสวงหาหรือพิสูจน์ความจริงที่เป็นข้อเท็จจริง
2. ต้องเป็นการกระทำที่มีความมุ่งหมายอย่างแน่นอน ดังนั้น การค้นพบความจริงโดยบังเอิญจึงไม่เป็นการวิจัย
3. ต้องดำเนินไปอย่างมีระเบียบแบบแผนที่แน่นอนตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
นงลักษณ์ วิรัชชัย ได้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัยคือกระบวนการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ธรรมชาติตามสมมุติฐานที่นิรนัยจากทฤษฎีโดยใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่มีระบบ
มีการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ มีการควบคุม และมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยแต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันเพื่อนำไปสู่คำตอบของปัญหาวิจัย
และผลการวิจัยที่ได้เป็นความรู้ใหม่หรือเป็นผลของการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมต่อไป
Karl F. Schuessler ได้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัย คือ กระบวนการในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ความจริง
(Reliable Knowledge) เพื่อที่จะนำความรู้ความจริงที่ได้มาช่วยในการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ
3.สรุปความหมายของการวิจัย
การวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้า อย่างเป็นระบบระเบียบ
เพื่อแสวงหาคำตอบสำหรับปัญหา หรือคำตอบการวิจัยที่กำหนด เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่
วิธีการทำงานใหม่ ๆ ซึ่งการทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการหรือเกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ
ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ ที่มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างมีระบบทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
เพื่อให้ผลการศึกษาถูกต้องและเชื่อถือได้ และขาดไม่ได้คือ การเผยแพร่งานวิจัยเพื่อให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
หรือแก้ปัญหาต่อไป
การวิจัยหรืองานที่เป็นการวิจัยต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการ
1. เป็นกระบวนการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ
2. เป็นกระบวนการหรือการกระทำที่มีระบบระเบียบ
3. เป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์ที่แน่นอน
4.ขั้นตอนการวิจัย
จากคำจำกัดความของการวิจัย ระเบียบวิธีที่ใช้ในการแสวงหาคำตอบ
ความรู้นั้นนักวิจัยจะใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานดังนั้นการดำเนินการวิจัยจะเป็นกระบวนการและมีขั้นตอนชัดเจน
ในที่นี้จะนำเสนอขั้นตอนการวิจัย 2 รูปแบบ คือขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณและขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ
ซึ่งแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย
1. ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณ
เริ่มตั้งแต่การเลือกเรื่องและการกำหนดปัญหาการวิจัย การทบทวนเอกสาร เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดกรอบแนวคิด / กรอบทฤษฎี การตั้งสมมติฐาน การกำหนดตัวแปร การออกแบบการวิจัย
การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย การกำหนดกลุ่มประชากร การเลือกตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูล การแปรผลข้อมูล และการเขียนรายงานวิจัย
เผยแพร่ ดังแสดงในภาพที่ 1.1

ภาพที่ 1.1 ขั้นตอนการวิจัย (ดัดแปรจาก Adibo, 1974 และธวัชชัย วรพงศธร, 2536 :
23)
1. การเลือกเรื่องและกำหนดปัญหาการวิจัย เป็นกิจกรรมที่ทำพร้อม
ๆ กันและเป็นกิจกรรมเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นักวิจัยมักใช้เวลาค่อนข้างมากในการตั้งปัญหาที่ดีที่สุด
ถ้าทำได้ดีจะเป็นผลดีแก่ขั้นตอนอื่น ๆ ของกระบวนการวิจัย เรื่องที่จะทำวิจัยดีนั้นต้องมีขอบเขต
ชัดเจน ไม่กว้างแคบเกินไป เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้และมีประโยชน์ ที่มาของเรื่อง
อาจเกิดจากความอยากรู้ สงสัย นักคิด ปรากฏการณ์ ค้นคว้า การฟัง การอ่าน การสนทนา
หรือสังเกตจากสภาพแวดล้อมทั่วไป
2. การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะทำร่วมไปกับการกำหนดปัญหาในขั้นกำหนดปัญหาเป็นตอนแรกเริ่มแต่จะให้ปัญหาชัดเจนมีข้อมูลเพียงพอ
ผู้วิจัยต้องทบทวนอ่านเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและประเมินด้วยวิจารณญาณว่าอะไรเกี่ยวข้องอย่างไร
เพื่อจะนำมาพิจารณาเป็นกรอบแนวคิดและกรอบของงานวิจัยที่ทำ การศึกษาข้อมูลทบทวนเอกสารมากที่สุดละเอียดเท่าไรจะทำให้กรอบความคิดชัดเจน
ทั้งยังทำให้สามารถกำหนดตัวแปร การตั้งสมมติฐานได้แม่นยำอีกด้วย
3. กำหนดจุดประสงค์การวิจัย บางครั้งอาจเกิดขึ้น
เพื่อนำไปสู่การวิจัยก็ได้หรือเกิดตามปัญหาการวิจัยก็ได้ กรณีเกิดก่อนการกำหนดปัญหาการวิจัย
เช่น ผู้วิจัยต้องการทราบว่าการสวนคาปัสสาวะนาน ๆ ถ้ามีการฝึกการทำงานของกระเพาะปัสสาวะจะช่วยให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะเป็นไปได้ดีกว่าการไม่ฝึกการทำงานของกระเพาะปัสสาวะหรือไม่
มีความแตกต่างเรื่องการติดเชื้ออย่างไรเป็นต้น การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยก่อนนี้เป็นได้ในกรณีปัญหาการวิจัยในทางปฏิบัติตกลงกันไม่ได้
มีแนวปฏิบัติและความเชื่อหลากหลาย
4. การตั้งสมมติฐาน การตั้งสมมติฐานมีความใกล้ชิดกับการกำหนดปัญหาการวิจัย
เป็นการวางกรอบของปัญหาในแนวลึก เจาะลึกในปัญหาทำให้คาดได้ว่าผลการวิจัยจะออกมาอย่างไร
ดังนั้น สมมติฐานจึงเป็นข้อความแสดงถึงการคาดการณ์ถึงผลการวิจัยที่จะได้รับ มาเขียนในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สำคัญในการวิจัยนั้น
5. การกำหนดตัวแปร ชนิดและจำนวนตัวแปร ที่ได้จากกรอบแนวคิด
กรอบทฤษฎี โดยสร้างทฤษฎีและสมมติฐาน ผู้วิจัยต้องนำมาขยายรายละเอียดในเรื่องของคำนิยามตัวแปร
คือ ความหมายที่ชัดเจน จะวัดสังเกตได้อย่างไร เป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุมเป็นต้นถ้าสามารถทำให้ความหมาย
และชี้วัดชัดเจนเพียงไร จะมีส่วนช่วยในการสร้างเครื่องมือในการวิจัย หรือเลือกเครื่องมือมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
ทั้งยังช่วยเลือกสถิติที่จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้องด้วย
6. การออกแบบการวิจัย เป็นการวางแผนขั้นต้นว่าจะดำเนินการวิจัยอย่างไร
มีขั้นตอนอย่างไรกำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่างอย่างไร ใช้เครื่องมือ รวบรวมข้อมูลอย่างไร
และจะวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร เป็นการกำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการวิจัยด้วย เช่น
บุคลากร เวลางบประมาณ การออกแบบการวิจัยที่รัดกุมถูกต้องจะช่วยให้การดำเนินการวิจัยราบรื่นประสบปัญหาน้อย
6.1 การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือการวิจัยเป็นอุปกรณ์สำคัญส่วนหนึ่งในการเก็บข้อมูล
ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นักวิจัยต้องรู้จักชนิดของเครื่องมือการวิจัยตลอดจนวิธีใช้เป็นอย่างดีจึงจะเลือกใช้ได้เหมาะสมกับการวัดตัวแปรที่ศึกษา
6.2 การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นการระบุขอบเขตของประชากรที่จะนำผลการวิจัยไปสรุปอ้างอิงให้ชัดเจน
จะเป็นกลุ่มไหน เป็นใคร เป็นช่วงเวลาใด การกำหนดประชากรชัดเจนจะช่วยให้พิจารณากรอบของตัวอย่างและคุณสมบัติของตัวอย่างที่จะถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของประชากรอย่าเหมาะสม
เป็นการลงมือเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในการออกแบบการวิจัยว่าเป็นการวิจัยเชิงพรรณา
ทดลอง กึ่งทดลอง ซึ่งผู้วิจัยต้องเก็บให้ครบถ้วนสมบูรณ์ภายในเวลาที่วางแผนไว้รวมทั้งต้องคำนึงถือการควบคุมคุณภาพของข้อมูลด้วย
8. การเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ เมื่อผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว
ต้องนำมาตรวจสอบว่ามีสิ่งใดผิดพลาดบกพร่องไปบ้าง ถ้ามีแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าแก้ไขไม่ได้จะทำอย่างไร
9. การวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อเก็บรวบรวมและผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว
ก็ต้องนำข้อมูลนั้นมาทำการวิเคราะห์ตามวิธีการที่กำหนดไว้ การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้สถิติ
2 ประเภท คือ สถิติพรรณา และสถิติอนุมาน ซึ่งใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เพื่อตอบปัญหาการวิเคราะห์ที่กำหนดไว้
10. การแปรผล เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ต้องมีการแปรผลวิเคราะห์เพื่อให้ความหมายแก่ผลการวิเคราะห์ในการนี้ต้องมีการสรุปผล
ประมวลผล และให้ข้อเสนอแนะโดยยึดตามผลการวิจัยที่ได้
11. การรายงานผลการวิจัย เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยต้องเขียนรายงานเสนอผลการวิจัยโดยต้องเสนอตามรูปแบบที่กำหนด
การรายงานถือเป็นรายงานทางวิชาการต้องเสนอในลักษณะรายงานวิชาการ ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ
และการเสนอความเห็นส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัย
12. การเผยแพร่ ผู้วิจัยต้องส่งรายงานการวิจัยทั้งเล่มออกเผยแพร่
เพื่อจุดประสงค์ในการเสนอข้อมูลความรู้ใหม่ แนวทางการแก้ปัญหาเพื่อให้ผู้สนใจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตรงตามผลการวิจัย
นอกจากรายงานเป็นเล่มแล้วยังสามารถส่งบทคัดย่อลงพิมพ์ในวารสารและเสนอผลงานด้วยตนเอง
(ปากเปล่า) ในเวทีวิชาการต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้อีกด้วย
2. ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ
ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพต่างจากขั้นตอนวิจัยเชิงปริมาณ บางประการได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพมักไม่มีการตั้งสมมติฐานล่วงหน้า
และขั้นตอนการทำวิจัยไม่ได้จำแนกออกจากกันชัดเจน โดยเฉพาะในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูล
การบันทึกและการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีลักษณะแบบวัฎจักร
คือ หมุนเวียนไปตามขั้นตอนจนครบเป็นวงจร ดังแสดงในภาพที่ 1.2
ภาพที่ 1.2 วัฎจักรของขั้นตอนการวิจัยคุณภาพ
ที่มา : ดัดแปลงจาก สุพล วุฒิเสน การวิจัยในสภาพธรรมชาติ : แนวโน้มใหม่ของการวิจัย
เอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่องการวิจัยสำหรับบุคลากรทางการศึกษา
ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี วันที่ 1 2 มีนาคม 2532 (เอกสารอัดสำเนา)
จากภาพ 1.2 จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังมีรายละเอียดดังนี้
1. การกำหนดปัญหาการวิจัย ลักษณะที่มาเหมือนขั้นที่เลือกและกำหนดปัญหาการวิจัยในการวิจัยเชิงปริมาณ
มีจุดมุ่งหมายการวิจัยในขั้นนี้เพื่อแสวงหาข้อมูลพื้นฐานอันนำไปสู่การตั้งสมมติฐานในขั้นตอนนี้รวมกิจกรรมการกำหนดหน่วยการวิจัยหรือพื้นที่จะทำการศึกษาด้วย
2. การเตรียมการรวบรวมข้อมูล เป็นการดำเนินการ เช่นการเข้าเยี่ยมสำรวจพื้นที่
ที่จะทำการศึกษา เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้พร้อม สมุดบันทึก แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ
การทำความรู้จักกับบุคคลที่จะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ (Key informants)
3. การรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นที่ที่ผลวิจัยลงมือ
เก็บรวบรวมข้อมูล เช่นการสังเกต สัมภาษณ์ และบันทึกข้อมูล จากแหล่งข้อมูลสำคัญ
และการรวบรวมเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน
และจะต้องไปคลุกคลีใกล้ชิดกับบุคคล ต่าง ๆ ในพื้นที่การศึกษา
4. การบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นขั้นตอนที่ทำควบคู่ไปกับขั้นตอนที่
3 โดยจะนำข้อมูลที่รวบรวมได้แต่ละวันมาจัดระบบตามแผนที่กำหนดและบันทึกไว้ในช่วงท้ายของกิจกรรมแต่ละวัน
5. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำควบคู่ไปกับขั้นตอนที่
3,4 การวิเคราะห์เป็นการตีความหมายของข้อมูลเชิงพรรณา จะทำได้เมื่อมีข้อมูลมากเพียงพอ
และการให้ความหมายเป็นการวิเคราะห์ แต่ละครั้งไม่ถือว่าสิ้นสุด จะสามารถวิเคราะห์ให้ความหมายใหม่ได้ถ้ามีข้อมูลใหม่
ซึ่งทำให้มีผลต่อการศึกษาแตกต่างไปจากเดิม
6. การสรุปเขียนรายงานและเผยแพร่ ขั้นตอนนี้สามารถทำได้หลังจากขั้นตอนที่
3,4,5 สิ้นสุดลง ผู้วิจัยเขียนรายงานจนเสร็จสมบูรณ์ แต่บางกรณีการเสนอรายงานอาจไม่มีบทสรุป
แต่เป็นเพียงการเสนอเรื่องราวให้ผู้อ่านได้รับทราบและให้ผู้อ่านเกิดข้อสรุปขั้นตอนในใจได้
สำหรับการเผยแพร่ทำเช่นเดียวกับการวิจัยเชิงปริมาณ
ในการทำวิจัยสำหรับผู้บริหารสามารถดำเนินการได้ทั้ง การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพแต่จะให้เป็นการวิจัยที่ได้ความรู้ใหม่
ๆ ตอบปัญหาหรือแก้ปัญหาได้มักเป็นการทำการวิจัยที่เรียกกว่า วิจัยและพัฒนา ซึ่งการวิจัยและพัฒนานี้จะมีความแตกต่างจากการวิจัยธรรมดา
ดังนี้
การวิจัยและพัฒนา (research and development)
เป็นกระบวนการกิจกรรมในกลุ่มเดียวกับการวิจัยแต่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การพัฒนาผลิตผล
ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์พัฒนาขึ้นจากทฤษฎีหรือความรู้พื้นฐาน
พัฒนาพื้นฐานที่ได้จากการวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตผลขึ้นมาแล้ว ต้องนำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไข
จนมีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ แล้วจึงนำออกเผยแพร่ เพื่อการใช้ประโยชน์กิจกรรมหลักของกระบวนการวิจัยและพัฒนา
แสดงในภาพที่ 1.3 ดังนี้

ภาพ 1.3 กระบวนการการวิจัยและพัฒนา
จากภาพ 1.3 กระบวนการวิจัยและพัฒนา เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการวิจัยนั่นเอง
คือจากข้อค้นพบในการวิจัย นำมาเป็นแนวคิดในการผลิตผลที่เป็นประโยชน์แล้วนำไปทดลองใช้
จากนั้นนำผลการทดลองมาปรับปรุงให้ดีขึ้น วงจรการทดลองใช้ และปรับปรุงคุณภาพจะดำเนินไปกระทั่งได้คุณภาพเป็นที่พอใจ
จึงนำออกเผยแพร่กระบวนการวิจัยและพัฒนาใช้ได้ทั้งวิธีการ
5. งานวิจัยที่สนใจศึกษา
การบำบัดสีของน้ำทิ้งโรงงานย้อมผ้าโดยวิธีทางเคมี
REMOVAL OF COLOR SUBSTANCES FROM WASTEWATER OF TEXTILE FACTORY BY CHEMICAL PROCESS
โดย ผศ.ขนิษฐา ชัยรัตนาวรรณ
อ.วันเพ็ญ สาหร่ายทองคำ
อ.มนนภา เทพสุด
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการกำจัดสีน้ำทิ้งของโรงงานย้อมผ้าด้วยกระบวนการตกตะกอน
(coagulation) ด้วยการใช้สารเคมีที่มีราคาถูกและมีการใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม
3 ชนิด คือ อะลูมิเนียมซัลเฟตหรือสารส้ม เฟอร์ริคคลอไรด์ และแคลเซียมออกไซด์หรือปูนขาว
ในการศึกษานี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การทดสอบเพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมและประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดสี
และการนำไปประยุกต์ใช้กับระบบบำบัดน้ำเสียระดับนำร่องที่สร้างขึ้น โดยน้ำทิ้งที่ใช้ในการศึกษาเป็นตัวอย่างน้ำทิ้งของโรงงานย้อมผ้าที่
จ.นครปฐม และน้ำทิ้งโรงงานย้อมผ้าที่ จ.สมุทรสาคร
ผลการศึกษาลักษณะน้ำเสีย พบว่า น้ำเสียที่เกิดจากสีย้อมแอซิดจากโรงงานย้อมผ้า จ.นครปฐม
มีค่าความเป็นกรดมาก และมีความเป็นกรด-ด่างต่ำกว่า 7 ค่าบีโอดีประมาณ 100 มก./ล.
ค่าซีโอดีประมาณ 596 มก./ล. และปริมาณของแข็งแขวนลอยประมาณ 115 มก./ล. ส่วนน้ำเสียที่เกิดจากสีย้อมรวมจากโรงงานย้อมผ้า
จ.สมุทรสาคร มีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 8.6-9.7 ค่าบีโอดีอยู่ระหว่าง 100-135
มก./ล. ค่าซีโอดีอยู่ระหว่าง 230-400 มก./ล. และปริมาณของแข็งแขวนลอยอยู่ระหว่าง
19-90 มก./ล.
การทดลองกำจัดสีกับน้ำเสียทั้ง 2 ชนิด พบว่า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดมี ประสิทธิภาพในการกำจัดสีได้แตกต่างกัน
กล่าวคือ สารส้มเป็นสารสร้างตะกอนในกระบวนการโคแอกกูเลชันเพื่อกำจัดสีได้เหมาะสมที่สุด
คิดเป็น ร้อยละของประสิทธิภาพการกำจัดสีเป็น 80-97 โดยควบคุมที่พีเอช 12.0 ได้
น้ำเสียใส มีตะกอนเกิดขึ้น มีขนาดใหญ่ และมีค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 7.0 ให้คุณภาพที่ใกล้เคียงและเหมาะสมสามารถระบายลงสู่ลำน้ำสาธารณะได้
ตามข้อกำหนดของกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดมาตรฐานของน้ำทิ้ง และยังพบว่าน้ำเสียภายหลังการบำบัดไม่ปรากฎสีของน้ำให้เห็นอย่างชัดเจน
โดยลดค่า บีโอดีลงเฉลี่ยประมาณร้อยละ 50 ลดค่าซีโอดีลงเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 และลดปริมาณของแข็งแขวนลอยลงเฉลี่ยประมาณร้อยละ
50 ตามลำดับ ส่วน ฟอร์ริคคลอไรด์ให้ร้อยละของประสิทธิภาพการกำจัดสีเป็น 60-70 โดยควบคุมที่พีเอช
9.0 ได้น้ำเสียที่ใสเช่นกัน แต่บางครั้งอาจพบสีของเฟอร์ริคคลอไรด์ปะปนอยู่และตะกอนที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็ก
การจมตัวไม่ดี ในส่วนปูนขาวให้ร้อยละของประสิทธิภาพการกำจัดสีเป็น 40-50 โดยทดลองกับสีย้อมชนิดแอซิดเท่านั้น
ควบคุมที่พีเอช 12.0 น้ำเสียที่เกิดภายหลังการบำบัดด้วยปูนขาวแม้ว่าจะใสก็ตาม แต่พบว่ามีความขุ่นมากซึ่งมีผลจากการใส่ปูนขาว
ดังนั้นในส่วนการศึกษาสภาวะและปริมาณการกำจัดสีด้วยสารเคมีจึงสรุปได้ว่า ประสิทธิภาพในการกำจัดสีน้ำเสียจากโรงงานย้อมผ้านอกจากชนิดของสารเคมีที่เลือกใช้แล้วยังพิจารณาปริมาณของสารเคมีและระดับค่าพีเอชควบคุมที่จุดเริ่มต้นซึ่งสภาวะที่เหมาะสมที่จะมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดสีของโรงงานย้อมผ้า
คือ สภาวะที่ใช้ปริมาณสารส้มระหว่าง 375-1000 มก./ล. และระดับพีเอชเริ่มต้นเป็น
12.0
ในส่วนการนำเอาผลจากห้องปฏิบัติการไปประยุกต์ใช้กับระบบบำบัด น้ำเสียระดับนำร่องที่ควบคุมระบบอัตราการไหลของน้ำเสีย
0.16 ลบ.ม./ซม. ความเร็วรอบของใบพัดถังกวนเร็วที่มีขนาด 40 ล. เท่ากับ 500 รอบต่อนาที
แล้วผ่านเข้าถังกวนช้าที่อาศัยแรงดันของน้ำในการกวนผสมน้ำเสียอย่างช้าๆ และ เข้าสู่ถังตกตะกอนเป็นลำดับสุดท้าย
พบว่า ที่ระดับพีเอชเริ่มต้น 12.0 ปริมาณ สารส้ม 0.25, 0.5 และ 0.5 กก./ลบ.ม. จะให้ประสิทธิภาพการกำจัดสีคิดเป็น
ร้อยละ 77.30, 72.81 และ 62.75 ตามลำดับ
งานวิจัยเรื่องนี้ ได้รับทุนอุดหนุนงานวิจัยสำหรับบุคลากรภายใน ประจำปีการศึกษา
2540 ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถค้นคว้างานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัย ห้อง 1-314
ชั้น 3 อาคาร ดร.สุข พุคยาภรณ์ โทรศัพท์ 1331 และ 1155
6. ผลการศึกษาขั้นตอนการวิจัยการบำบัดสีของน้ำทิ้ง
โรงงานย้อมผ้าโดยวิธีทางเคมีและผลการวิจัย
การบำบัดสีของน้ำทิ้งโรงงานย้อมผ้าโดยวิธีทางเคมี สามารถสรุปขั้นตอนในการทำวิจัยออกมาเป็นขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณได้ดังนี้
1. มีการสังเกตการณ์จากสภาพจริง คือมีการสังเกตลักษณะของน้ำเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่ง จากสถานที่จริงและตามสภาพความเป็นจริง
2. และหลังจากสังเกตและก็มีการกำหนดปัญหาการวิจัยและขอบเขตของปัญหา เพื่อจะได้ง่ายต่อการทำวิจัย
3. มีการกำหนดจุดประสงค์การวิจัย เพื่อนำไปสู่การวิจัยและเป้าหมายของการวิจัย คือ ลดระดับน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
4. มีการตั้งสมมติฐาน คือมีการคาดการผลการวิจัยที่จะได้รับ โดยการศึกษาวิธีทางเคมี และตั้งสมมติฐานหาสภาวะที่เหมาะสมและประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดสีของโรงงานอุตสาหกรรม
5. มีการกำหนดตัวแปร ขยายรายละเอียดในเรื่องของคำนิยามตัวแปร คือ บอกความหมายที่จัดเจน คือ มีการบอกความหมายของสารเคมีต่าง ๆ ที่ทำการทดลอง
6. การออกแบการวิจัย คือมีการกำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 2 โรงงาน และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการทดสอบ เช่น สารเคมี อุปกรณ์ในการตรวจสอบน้ำทางวิทยาศาสตร์ และรวบรวมข้อมูล
7. การเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากมีการทดลอ่งจากประชากรกลุ่มตัวอย่างแล้ว หลักจากนั้น ก็เก็บรวบข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง และมีการควบคุมคุณภาพของข้อมูลด้วย
8. การเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้แล้วก็จะมาตรวจสอบข้อมูล เพื่อจะได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ถูกต้องต่อการทำวิจัย
9. การวิเคราะห็ข้อมูล เมื่อมีการผ่านการตรวจสอบแล้ว ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยนำข้อมูลทั้ง 2 โรงงานมาวิเคราะห์แล้วเปรียบเทียบกันและสรุปผลออกมา
10. รายงานผลการวิจัย คือ มีการรายงานผลทางการวิจัย โดยเสนอผลงานวิจัยให้กับโรงงานอุตสาหกรรมโดยมีโรงงานนำร่อง 2 โรงงาน ในจังหวัดสมุทรสาครกับ จังหวัดนครปฐม
11. การเผยแพร่ มีการส่งรายงานวิจัยออกเผยแพร่ต่อผู้สนใจและใหักับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อจุดประสงค์ในการทำวิจัย
ผลการวิจัย
ประสิทธิภาพในการกำจัดสีน้ำเสียจากโรงงานย้อมผ้านอกจากชนิดของสารเคมีที่เลือกใช้แล้วยังพิจารณาปริมาณของสารเคมีและระดับค่าพีเอชควบคุมที่จุดเริ่มต้นซึ่งสภาวะที่เหมาะสมที่จะมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดสีของโรงงานย้อมผ้า
คือ สภาวะที่ใช้ปริมาณสารส้มระหว่าง 375-1000 มก./ล. และระดับพีเอชเริ่มต้นเป็น
12.0
ในส่วนการนำเอาผลจากห้องปฏิบัติการไปประยุกต์ใช้กับระบบบำบัด น้ำเสียระดับนำร่องที่ควบคุมระบบอัตราการไหลของน้ำเสีย
0.16 ลบ.ม./ซม. ความเร็วรอบของใบพัดถังกวนเร็วที่มีขนาด 40 ล. เท่ากับ 500 รอบต่อนาที
แล้วผ่านเข้าถังกวนช้าที่อาศัยแรงดันของน้ำในการกวนผสมน้ำเสียอย่างช้าๆ และ เข้าสู่ถังตกตะกอนเป็นลำดับสุดท้าย
พบว่า ที่ระดับพีเอชเริ่มต้น 12.0 ปริมาณ สารส้ม 0.25, 0.5 และ 0.5 กก./ลบ.ม. จะให้ประสิทธิภาพการกำจัดสีคิดเป็น
ร้อยละ 77.30, 72.81 และ 62.75 ตามลำดับ
อ้างอิง
http://www.google.com
http://moe.go.th
http://spu.ac.th
หขอบคุณครับในการชมของท่าน